การเทรดโดยไม่มีการบริหารความเสี่ยง ก็ไม่ต่างอะไรกับการพนัน
- Writer
- 1 ม.ค.
- ยาว 2 นาที

ในโลกของการเงินและการลงทุน คำว่า Forex (Foreign Exchange) มักจะมาพร้อมกับภาพลักษณ์ของความร่ำรวยรวดเร็ว กราฟที่พุ่งขึ้นลงอย่างรุนแรง และโอกาสในการทำกำไรมหาศาลจากเงินเพียงไม่กี่ดอลลาร์ แต่ในความหอมหวานนั้นมีกับดักที่ทำให้นักเทรดหน้าใหม่ (และหน้าเก่าบางคน) ต้องล้างพอร์ตจนหมดตัวมานักต่อนัก
เหตุผลอันดับหนึ่งไม่ใช่เพราะพวกเขา "วิเคราะห์กราฟไม่เป็น" แต่เป็นเพราะพวกเขาแยกไม่ออกระหว่าง "การเทรดด้วยระบบ" กับ "การเสี่ยงโชค"
หากคุณกำลังเข้าออเดอร์โดยที่ไม่ได้คำนวณว่าถ้าผิดทางจะเสียเท่าไหร่ หรือหวังเพียงว่า "ไม้เดียวต้องรวย" บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า ทำไมการเทรดโดยไม่มีการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ถึงไม่ต่างอะไรจากการเดินเข้ากาสิโน
1. นิยามของการพนัน vs. การเทรดที่มีคุณภาพ
เพื่อให้เข้าใจบริบทนี้ เราต้องมาดูความแตกต่างพื้นฐานของพฤติกรรมทั้งสองอย่างนี้ก่อน:
การพนัน (Gambling): คือการวางเงินลงไปในเหตุการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยฝากความหวังไว้กับ "ดวง" หรือโชคชะตา ผู้เล่นมักไม่มีอำนาจในการควบคุมแต้มต่อ (Edge) และมักจะเสียเปรียบเจ้ามือในระยะยาว
การเทรดที่มีการบริหารความเสี่ยง (Professional Trading): คือการใช้สถิติและหลักการทางคณิตศาสตร์มาสร้าง "ความได้เปรียบ" นักเทรดรู้ว่าใน 100 ครั้ง เขาอาจจะแพ้ 40 ครั้ง แต่ใน 60 ครั้งที่ชนะ เขาจะได้กำไรที่ครอบคลุมการขาดทุนทั้งหมด
ประโยคทองที่นักเทรดระดับโลกยึดถือคือ: "การเทรดไม่ใช่เรื่องของการทายถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องของความคุ้มค่าเมื่อคุณถูก และความสูญเสียที่จำกัดเมื่อคุณผิด"
2. ทำไมการขาด Risk Management ถึงเปลี่ยนคุณให้เป็นนักพนัน?
เมื่อคุณเทรดโดยไม่มีแผนการจัดการความเสี่ยง สมองของคุณจะเปลี่ยนโหมดจาก "นักลงทุน" กลายเป็น "นักเสี่ยงโชค" ทันทีผ่านพฤติกรรมเหล่านี้:
ก. การใช้ Overlot (Over-Leverage)
นี่คืออาวุธร้ายแรงที่สุดใน Forex การเปิดสัญญาขนาดใหญ่เกินกว่าเงินทุนที่มี (เช่น มีเงิน $100 แต่เปิด 1.00 Lot) เพียงเพื่อหวังกำไรก้อนโตในเวลาอันสั้น หากกราฟกระชากผิดทางเพียงไม่กี่จุด พอร์ตของคุณจะหายวับไปกับตา นี่คือลักษณะเดียวกับการวางเงินทั้งหมดไว้ที่ "สีแดง" ในวงล้อรูเล็ต
ข. การไม่มี Stop Loss (จุดตัดขาดทุน)
นักพนันมักมีความหวัง (Hope) เป็นที่พึ่งสุดท้าย เมื่อราคาวิ่งย้อนศร พวกเขาจะไม่ยอมตัดขาดทุนเพราะ "เสียดายเงิน" และหวังว่ากราฟจะกลับตัวมาที่เดิม การปล่อยให้ขาดทุนลากยาวไปเรื่อยๆ (Floating Loss) คือการเดินพันด้วยชีวิตของพอร์ตโฟลิโอ
ค. Revenge Trading (การเทรดแก้แค้น)
เมื่อเสียเงิน นักพนันจะเกิดอารมณ์โกรธและต้องการเอาคืนทันที พวกเขาจะเบิ้ลลอต (Martingale) เพื่อให้ได้ทุนคืนในการเทรดครั้งเดียว ซึ่งในทางสถิติแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของการล่มสลาย
3. หัวใจของการบริหารความเสี่ยง: 3 เสาหลักที่ต้องมี
หากต้องการเปลี่ยนจากนักพนันมาเป็นนักเทรดมืออาชีพ คุณต้องติดตั้งระบบบริหารความเสี่ยงดังต่อไปนี้:
1. Risk Per Trade (ความเสี่ยงต่อครั้ง)
กฎเหล็กที่นิยมที่สุดคือ "กฎ 1-2%" หมายความว่าในการเทรด 1 ครั้ง คุณไม่ควรยอมเสียเงินเกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมด
ตัวอย่าง: มีทุน $1,000 หากคุณยอมเสี่ยง 1% แปลว่าถ้าคุณแพ้ คุณจะเสียเพียง $10 เท่านั้น วิธีนี้จะช่วยให้คุณอยู่รอดในตลาดได้นานพอที่จะรอโอกาสทำกำไร
2. Risk to Reward Ratio (R:R)
นี่คือ "แต้มต่อ" ที่จะทำให้คุณชนะในระยะยาว แม้ว่าคุณจะทายถูกเพียงครึ่งเดียวก็ตาม
หากคุณตั้ง R:R ไว้ที่ 1:2 (เสี่ยง $10 เพื่อกำไร $20)
ถ้าเทรด 10 ครั้ง ชนะ 5 แพ้ 5
คุณจะเสีย $50 และได้กำไร $100 สุทธิแล้วคุณยัง กำไร $50
หมายเหตุ: นักพนันมักจะมี R:R ที่แย่ เช่น เสี่ยง $100 เพื่อเอา $10 (กินคำเล็ก แต่โดนลากคำใหญ่)
3. Position Sizing (การคำนวณขนาดลอต)
นักเทรดมืออาชีพไม่ได้เปิดลอตเท่าเดิมทุกครั้ง แต่จะคำนวณตามระยะทางของ Stop Loss เพื่อให้เงินที่เสียไปคงที่ตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้
4. จิตวิทยาเบื้องหลัง: ทำไมคนเราถึงชอบ "พนัน" ใน Forex?
มนุษย์ถูกออกแบบมาให้แสวงหา Dopamine (สารแห่งความสุข) ซึ่งจะหลั่งออกมาเมื่อเราได้รับรางวัลที่คาดไม่ถึง การได้กำไรเยอะๆ จากการเสี่ยงดวงใน Forex สร้างความฟินได้มากกว่าการค่อยๆ เก็บกำไรทีละนิด
นอกจากนี้ยังมีภาวะ Gambler's Fallacy เช่น "กราฟลงมาเยอะแล้ว ยังไงก็ต้องขึ้น" ความคิดนี้ทำให้หลายคนสวนเทรนด์โดยไม่มีเหตุผลทางเทคนิครองรับ และกลายเป็นการพนันกับความรู้สึกตัวเอง
5. วิธีเช็กตัวเอง: คุณกำลังเทรดหรือกำลังเล่นพนัน?
ลองตอบคำถามเหล่านี้ดู หากคำตอบส่วนใหญ่คือ "ใช่" แสดงว่าคุณกำลังเข้าข่ายนักพนัน:
คุณรู้สึกตื่นเต้นหรือใจสั่นอย่างรุนแรงเมื่อเปิดออเดอร์ (เพราะลงเงินเยอะเกินไป)?
คุณไม่ได้ตั้ง Stop Loss ทุกครั้งที่เทรดใช่หรือไม่?
คุณภาวนาขอให้กราฟกลับมาเมื่อเห็นตัวเลขสีแดงเข้ม?
คุณไม่มีแผนชัดเจนว่าจะปิดกำไรที่ตรงไหน?
คุณเทรดบ่อยเกินไป (Overtrade) แม้ตลาดจะไม่มีสัญญาณชัดเจน?
6. สรุป: การบริหารความเสี่ยงคือ "เสื้อกันกระสุน"
ในตลาด Forex ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า 100% ว่าราคาวิ่งไปทางไหน ข่าวเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์โลกสามารถเปลี่ยนทิศทางกราฟได้ในวินาทีเดียว
ความแตกต่างเดียวระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้คือ: ผู้ชนะมีการบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง พวกเขายอมรับความพ่ายแพ้ในเกมเล็กๆ เพื่อรักษาทุนไว้ชนะในสงครามใหญ่ ส่วนนักพนันจะทุ่มหมดหน้าตักในเกมเดียวและหายไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว
อย่าปล่อยให้ความโลภเปลี่ยนเครื่องมือสร้างฐานะอย่าง Forex ให้กลายเป็นบ่อนกาสิโน เพราะในระยะยาว "เจ้ามือ (ตลาด) จะชนะเสมอ" หากคุณไม่มีระบบจัดการความเสี่ยงที่ดีพอ
ก้าวต่อไปสู่การเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ
หากคุณเข้าใจแล้วว่าการเทรดโดยไร้ความเสี่ยงคือการพนัน ขั้นตอนต่อไปคือการสร้าง "วินัย" และ "ระบบ" เพื่อเปลี่ยนผลกำไรให้ยั่งยืน คุณสามารถศึกษาต่อได้ที่บทความแนะนำเหล่านี้:
ติดตามสาระดีๆ เพื่อเปลี่ยนวินัยให้เป็นอิสระได้ที่: Discipline 2 Freedom Blog



ความคิดเห็น